ธนบูลย์ วนาทรัพย์ดำรงพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ รายได้ไม่แน่นอน วางแผนประกันยังไง?

พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ รายได้ไม่แน่นอน วางแผนประกันยังไง?

รายได้ขึ้นลง ไม่ได้แปลว่าเราวางแผนการเงินไม่ได้

พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ รายได้ไม่แน่นอน วางแผนประกันยังไง? รายได้ขึ้นลง ไม่ได้แปลว่าเราวางแผนการเงินไม่ได้ แต่สิ่งสำคัญคือ ต้องออกแบบประกันให้ “ยืดหยุ่น” และไม่กลายเป็นภาระในเดือนที่ยอดขายตก สำหรับพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ รายได้อาจไม่เหมือนมนุษย์เงินเดือน บางเดือนขายดีมาก บางเดือนยอดหายไปครึ่งหนึ่ง หรือบางช่วงต้องใช้เงินก้อนเพื่อสต๊อกสินค้า ดังนั้น ก่อนซื้อประกัน อย่าเพิ่งถามว่า “ซื้อได้เท่าไหร่?” แต่ควรถามว่า “ถ้ารายได้หายไป 3–6 เดือน เราจะยังจ่ายไหวไหม?” 1. แยก “เงินธุรกิจ” กับ “เงินชีวิต” ให้ชัด สิ่งแรกที่ควรทำคือ แยกเงินออกเป็น 3 ส่วน 1️⃣ เงินหมุนธุรกิจ ค่าสินค้า ค่าสต๊อก ค่าโฆษณา ค่าขนส่ง และค่าใช้จ่ายในการขาย 2️⃣ เงินใช้จ่ายส่วนตัว บ้าน รถ ลูก การกินอยู่ และค่าใช้จ่ายประจำ 3️⃣ เงินสำหรับป้องกันความเสี่ยง เงินสำรอง + ประกันชีวิต + ประกันสุขภาพ + ประกันอุบัติเหตุ/โรคร้ายแรง เพราะถ้าเอาเงินที่ต้องใช้หมุนร้านไปจ่ายเบี้ยประกันมากเกินไป วันที่ยอดขายตกอาจกลายเป็นว่า มีประกัน แต่ธุรกิจขาดสภาพคล่อง 2. อย่าดูรายได้เดือนเดียว ให้ดู “รายได้เฉลี่ย” สมมติร้านออนไลน์มีรายได้ ม.ค. 150,000 บาท ก.พ. 80,000 บาท มี.ค. 200,000 บาท เม.ย. 70,000 บาท พ.ค. 120,000 บาท มิ.ย. 180,000 บาท รายได้ไม่ได้แปลว่าเดือนละ 130,000 บาทแบบตรง ๆ เพราะต้นทุนธุรกิจก็มี สิ่งที่ควรดูจริง ๆ คือ กำไรสุทธิเฉลี่ยต่อเดือน + ค่าใช้จ่ายส่วนตัว + ภาระหนี้ + เงินที่ต้องกันไว้สำหรับธุรกิจ แล้วจึงกำหนดงบประกันที่เหมาะสม 3. ประกันที่สำคัญที่สุด อาจไม่ใช่ประกันชีวิต สำหรับคนทำธุรกิจ สิ่งที่ต้องคิดก่อนคือ “ถ้าวันหนึ่งเราไม่สามารถทำงานได้ รายได้ของครอบครัวจะหายไปเท่าไหร่?” เพราะเจ้าของร้านออนไลน์จำนวนมากมีรายได้ที่ผูกกับตัวเองโดยตรง ไม่ไลฟ์ = ไม่มีคนขาย ไม่ตอบลูกค้า = ปิดการขายไม่ได้ ป่วย = ร้านสะดุด นอนโรงพยาบาล = รายได้อาจเป็นศูนย์ ดังนั้นการวางแผนอาจต้องเริ่มจาก ประกันสุขภาพ → โรคร้ายแรง/ทุพพลภาพ → ประกันชีวิต ตามลำดับความเสี่ยงของแต่ละคน 4. เบี้ยประกันควร “ขึ้นลงตามกำลัง” ไม่ใช่ฝืนจ่าย คนรายได้ไม่แน่นอนควรระวังการซื้อประกันที่มีเบี้ยสูงเกินความสามารถในการจ่ายระยะยาว ลองคิดง่าย ๆ เดือนขายดี: จ่ายไหว เดือนขายไม่ดี: ต้องเอาเงินสต๊อกมาจ่าย ปีไหนธุรกิจมีปัญหา: เริ่มค้างเบี้ย แบบนี้ไม่ใช่การวางแผนที่ดี ควรออกแบบให้มีฐานความคุ้มครองที่จำเป็นก่อน แล้วถ้าปีไหนธุรกิจดี ค่อยเพิ่มการออม/ลงทุนหรือความคุ้มครองเพิ่มเติม 5. เงินสำรองสำคัญพอ ๆ กับประกัน ประกันช่วยรับมือกับ “ความเสี่ยงก้อนใหญ่” แต่เงินสำรองช่วยรับมือกับ “วันที่ขายไม่ดี” พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์จึงควรมีเงินสำรองแยกจากเงินร้าน โดยเฉพาะเงินสำหรับค่าใช้จ่ายส่วนตัวอย่างน้อยหลายเดือน เพราะประกันไม่สามารถทดแทนสภาพคล่องได้ทั้งหมด แล้วควรเริ่มวางแผนจากตรงไหน? ลองถามตัวเอง 5 ข้อนี้ - ถ้าหยุดทำงาน 6 เดือน ครอบครัวต้องใช้เงินเดือนละเท่าไหร่? - ถ้าเข้าโรงพยาบาลครั้งหนึ่ง มีเงินสำรองเพียงพอหรือไม่? - ถ้าเป็นโรคร้ายแรงและทำงานไม่ได้ รายได้จะหายไปเท่าไหร่? - ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับเรา ธุรกิจและครอบครัวจะเดินต่ออย่างไร? - เบี้ยประกันที่กำลังจะซื้อ ถ้ายอดขายตก 50% ยังจ่ายไหวหรือไม่? คำตอบเหล่านี้สำคัญกว่าการถามว่า “ประกันตัวไหนดีที่สุด” เพราะประกันที่ดีที่สุด ไม่จำเป็นต้องเป็นกรมธรรม์ที่คุ้มครองเยอะที่สุด แต่คือกรมธรรม์ที่คุ้มครองความเสี่ยงที่สำคัญจริง และเราสามารถถือไว้ได้ตลอดระยะเวลาที่ต้องการ สำหรับคนทำธุรกิจออนไลน์ รายได้ไม่แน่นอน ≠ วางแผนไม่ได้ ตรงกันข้าม คนที่รายได้ไม่แน่นอนยิ่งควรวางแผนเรื่องความเสี่ยงให้ดี เพราะเราไม่ได้มี “เงินเดือน” เป็นหลักประกัน เราเองต่างหากที่เป็นเครื่องจักรสร้างรายได้ของครอบครัว ดังนั้น สิ่งที่ควรปกป้องที่สุด อาจไม่ใช่แค่สินค้าในร้านหรือยอดขายในวันนี้ แต่คือ “ความสามารถในการสร้างรายได้ของเราในอีก 10–20 ปีข้างหน้า” 💡
แชร์ LINEแชร์ Facebook

เขียนโดย ธนบูลย์ วนาทรัพย์ดำรง ตัวแทนประกันชีวิต ใบอนุญาต คปภ. 5201017374

บทความนี้เป็นความเห็นและประสบการณ์ของผู้เขียน ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน โปรดศึกษาเงื่อนไขกรมธรรม์และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจ

มีคำถามจากบทความนี้? ถามตัวแทนได้เลย

คำถามส่งตรงถึงตัวแทน ไม่แสดงสาธารณะ

ความเห็น